เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 14 กรกฎาคม 2026 at 19:45.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,647
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,965
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,647
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,965
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันพระแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ แรก สิ่งที่น่ายินดีในคณะสงฆ์ของเราก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะสุพรรณบัฏ ๘ รูป ซึ่งในจำนวนนี้เกินครึ่ง กระผม/อาตมภาพคุ้นเคยกับท่าน

    เรื่องของสมณศักดิ์หรือตำแหน่งหน้าที่ อยู่ในลักษณะที่ว่า "แข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญวาสนานั้นแข่งไม่ได้" บางท่านที่กระผม/อาตมภาพรู้จักบางทีก็ติดอยู่ ๒๐ กว่า ๓๐ ปี แต่พอถึงเวลาได้เลื่อนก็เลื่อนเร็วมาก จนกระทั่งบางทีก็เลื่อนปีละ ๒ ครั้ง ๓ ครั้งก็มี เรื่องพวกนี้นอกจากจะเป็นไปโดยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังขึ้นอยู่กับบุญเก่าของแต่ละคนอีกด้วย

    อีกเรื่องหนึ่งก็คือในวันนี้ที่พวกเราลงพระปาฏิโมกข์กันอยู่ ก็จะเห็นว่าทางวัดวังปะโท่มีความมั่นใจว่าปีนี้ไม่มีการอุปสมบทแล้ว จึงทำการส่งรายชื่อพระภิกษุสามเณรจำพรรษาเลย ซึ่งปีนี้ของวัดเราก็ยังไม่มีผู้กล้าหาญที่จะสมัครอุปสมบทเพื่อจำพรรษา แต่เรายังเหลือเวลาอีก ๔ วัน

    เรื่องพวกนี้นั้นมีการตัดสินใจที่ยากมาก ถ้าไม่ใช่บุคคลที่กำลังใจเข้มแข็งเด็ดขาดแล้ว ยากนักที่จะตัดสินใจอุปสมบทเข้ามาแล้วอยู่ยาว ๆ ได้ เนื่องเพราะว่าชีวิตนักบวชนั้น สิ่งที่เคยทำได้ในสมัยฆราวาสแทบจะทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่าถูกตีกรอบด้วยศีลของพระอย่างน้อย ๒๒๗ ข้อ แล้วยังมีศีลนอกพระปาฏิโมกข์อีกจำนวนมาก..!

    แต่ถ้าหากว่าถือหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ก็คือ "รักษาใจอย่างเดียว" ถ้าใจไม่คิดชั่ว วาจาก็ไม่เอ่ยคำชั่ว ร่างกายก็ไม่กระทำความชั่ว สรุปว่า
    ศีลจะมีมากเท่าไรก็ตาม ถ้ารักษาใจไว้ได้อย่างเดียวก็รักษาศีลได้ทุกข้อ แต่ด้วยความที่สมัยนี้กำลังใจของคนนั้นลดน้อยถอยลงไปมาก ไม่เด็ดขาดเหมือนกับสมัยก่อน

    ตอนที่กระผม/อาตมภาพยังเด็กอยู่ ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่รอบทิศรอบทาง แม้กระทั่งในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังพบกับครูบาอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงจำนวนมาก ก็เพราะว่า
    ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีความเด็ดขาด เฉียบขาด ในการตัดสินใจและประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าเอาดีไม่ได้ก็ให้ตายไปเลย..! ดังนั้น..ท่านทั้งหลายจึงประสบความสำเร็จ เป็นครูบาอาจารย์ให้กับพวกเรารุ่นหลัง ๆ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,647
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,965
    ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น แม้จะพยายามเลียนปฏิปทาของครูบาอาจารย์ แต่ก็ได้ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่ากำลังใจไม่เท่ากับท่านทั้งหลายเหล่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อรับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ว่าจะบวชแก้บนให้ท่าน ๗ วัน กระผม/อาตมภาพก็แบ่งสันปันส่วนเงินเก็บในธนาคารเป็น ๓ ส่วน ก็คือให้สำหรับการเรียนของน้อง ๒ คนและหลานอีก ๑ คน เนื่องเพราะรับปากว่าจะส่งเขาเรียนจนจบ สรุปว่าเงินเก็บทั้งหมดไม่เหลือเลย เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ก็ยกให้พี่ชายน้องชายไปหมด..!

    ท่านทั้งหลายอาจจะสงสัยว่าบวชแค่ ๗ วัน ต้องทำขนาดนั้นด้วยหรือ ? จะว่าไปแล้ว กระผม/อาตมภาพเป็นคนที่ชอบเรื่องที่ท้าทายตนเองมาก จึงตั้งใจว่า
    ภายใน ๗ วันนี้ ถ้าหากว่าไม่ประสบความสำเร็จอะไรบางอย่างแล้วทำให้เราอยู่ได้ เมื่อสึกหาลาเพศออกมา ก็จะเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่ ซึ่งเรื่องพวกนี้เชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่กล้าทำกัน..!

    ตัวกระผม/อาตมภาพนั้น เมื่อทำงานจนกระทั่งรุ่งเรือง ถึงขนาดเป็นหัวหน้าแผนกของโรงงานไทย-ญี่ปุ่นเมตัลอุตสาหกรรม ก็ทิ้งงานไปศึกษาวิชาทหาร เมื่อออกมารับราชการ มีความเจริญก้าวหน้าจนพรรคพวกเพื่อนฝูงตามไม่ทัน ก็ทิ้งงานออกมาบวช ก็คือ
    อะไรก็ตาม ถ้าทำไปจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรท้าทายแล้ว ก็จะหาของใหม่ ๆ มาทำ ตอนนี้ก็รออยู่ว่า ถ้าการเป็นนักบวชไม่มีอะไรท้าทายแล้ว ก็จะไปหาทำอย่างอื่น..!

    คราวนี้พวกเราลองนึกดูว่าในขณะที่ประสบความสำเร็จในชีวิต พวกเราจะกล้าทิ้งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อไปเจอกับเรื่องที่ไม่แน่นอนในชีวิตอย่างที่กระผม/อาตมภาพทำหรือเปล่า ? ถ้าคิดว่ากระผม/อาตมภาพกำลังใจเหนือมนุษย์..โปรดอย่าคิด..! เนื่องเพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น อีก ๗ วันจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชปกครองโลก เนื่องเพราะว่าอีก ๗ วัน จักรแก้วจะปรากฏขึ้น ประกาศความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิให้กับพระองค์ท่าน

    ด้วยอานุภาพของจักรแก้ว มนุษย์ทั่วไปต่อให้อยู่ในระดับของเจ้าพระยามหากษัตริย์ก็ไม่สามารถทานอานุภาพได้ พูดง่าย ๆ ว่าแค่เงยหน้าขึ้นมองยังทำไม่ได้เลย ก็แปลว่าสามารถที่จะปราบทั้งโลกให้อยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าจักรพรรดิได้ แล้วโดยธรรมเนียมก็ต้องปราบในทวีปทั้ง ๔ ก็คือนอกจากชมพูทวีปแล้ว ก็ยังมีปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และอุตรกุรุทวีปด้วย

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระชายาเพิ่งมีพระประสูติกาล แล้วก็เป็นราชกุมาร ซึ่งถือว่าเป็นผู้สืบสันตติวงศ์ด้วย ถ้าเป็นพวกเราอยู่ในสภาวะแบบนั้น จะกล้าทิ้งทุกอย่างไปไหม ? ไม่ต้องถึงระดับของพระเจ้าจักรพรรดิปกครองทวีปทั้ง ๔ หรอก เอาแค่เรารู้แน่ ๆ ว่าถ้าอยู่ต่ออีก ๗ วันจะถูกหวยสัก ๒๐ ล้าน จะกล้าทิ้งไปบวชไหม ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,647
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,175
    ค่าพลัง:
    +26,965
    กระผม/อาตมภาพเองทำงานแทบเป็นแทบตายในสมัยนั้น เพราะว่าต้องส่งน้องส่งหลานเรียน ขนาดทำงานพิเศษแล้ว เดือนหนึ่งก็ยังได้เงินประมาณ ๗,๐๐๐ - ๘,๐๐๐ บาทเท่านั้น แทบจะไม่พอให้ทั้ง ๓ คนเรียน เพราะว่าเรียนอยู่กรุงเทพฯ ทั้งหมด พูดง่าย ๆ ว่านอกจากค่าใช้จ่ายปกติก็คือกินใช้ทั่ว ๆ ไปแล้ว เงินแทบทุกบาททุกสตางค์ต้องกลายเป็นค่าเล่าเรียนของน้อง ๒ คนกับหลาน ๑ คน..!

    แต่พอทันทีที่รับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าจะบวช ก็ได้รับการติดต่อจาก "บริษัทไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์" ซึ่งเป็นบริษัทที่ดัดแปลงรถได้เก่งมาก ในสมัยหลังมีคู่แข่งคือ "ศรีเทพไทย" ขึ้นมาอีก แต่ว่าตอนนั้นมีไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์บริษัทเดียว เสนอเงินเดือนให้ ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมสวัสดิการ ที่พัก อาหาร รักษาพยาบาลด้วย เพื่อให้ไปเป็นหัวหน้าแผนกดูแลงานให้บริษัทของเขา

    กระผม/อาตมภาพตอบปฏิเสธแบบไม่ต้องคิดเลย เพราะรู้ว่ามารลองใจแน่นอน กูทำงานเหนื่อยยากแทบล้มประดาตายมาตลอด อยู่ ๆ ไอ้ของที่หล่นจากฟ้ามาเฉย ๆ แบบนี้รับประกันว่าไม่ได้มาแบบปกติ ดังนั้น..จึงปฎิเสธไป แล้วก็บวชถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ๗ วันตามที่รับปากเอาไว้ แต่ว่าอยู่มาจนบัดนี้ ๔๐ กว่าปีแล้ว..!

    เรื่องพวกนี้ที่ยกเป็นตัวอย่างขึ้นมาโดยใช้ตนเอง ก็เพื่อที่จะเปรียบเทียบว่ากำลังใจแค่นี้ยังใช้ไม่ได้เลย เนื่องเพราะว่าตอนที่อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ก็ดี ครูบาอาจารย์สายวัดป่าก็ตาม เห็นความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดของท่านในการกระทำและตัดสินใจแล้ว ยอมรับว่าเราสู้ไม่ได้เลย แล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านี้แหละที่ทำให้เข้าใจว่า ทำไมวิชาการต่าง ๆ เมื่อนานไปจึงเสื่อมทรามไปเรื่อย ?!

    เนื่องเพราะว่าครูบาอาจารย์ถ่ายทอดดีแค่ไหนก็ตาม ลูกศิษย์เป็นอัจฉริยะระดับไหนก็ตาม ส่วนมากก็จะรับได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ครั้นลูกศิษย์ไปถ่ายทอดให้หลานศิษย์ ถ้าเกิดหลานศิษย์รับได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของลูกศิษย์ ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก แล้วถ้าหลานศิษย์ไปถ่ายทอดต่อ ลูกศิษย์ของหลานศิษย์รับได้อีกแค่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของหลานศิษย์ ไม่เกิน ๕ รุ่นก็เริ่มปัญญาอ่อนแล้ว..!

    ดังนั้น..ในเรื่องของการศึกษาวิชาการทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปริยัติหรือว่าปฏิบัติก็ตาม ถ้าอยากได้เท่าครูบาอาจารย์ เราต้องใช้ความเพียรเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นแล้ว เราไม่สามารถที่จะรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของครูบาอาจารย์ได้ ก็แปลว่าต้องทนทุกข์ยากลำบากมากกว่าท่านหลายเท่า เพื่อที่จะให้มีความรู้แค่เท่าท่าน

    แล้วถ้าอยากได้ดีมากกว่าท่าน ก็ต้องเหนื่อยยากขึ้นไปอีก ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า ต้องบ้ามากกว่าคนปกติอย่างน้อย ๔ เท่า จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายควรจะพินิจพิจารณาว่า สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำทุกวันนี้ "สมควรแก่ธรรม" แล้วหรือยัง ?

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...