เรื่องเด่น เกรงจะติดรูปฌาณ-อรูปฌาณ ..ข้ามไปเลยไม่ได้หรือ?

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 12 มกราคม 2022.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,955
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,482
    ค่าพลัง:
    +70,946
    ?temp_hash=68ce068f4fee610ad86f5c3921a2a348.jpg


    เจ้าสงสัยว่า การปฏิบัติพระกรรมฐาน ในเมื่อรู้ว่ารูปฌานและอรูปฌานเป็นเหตุทำให้จิตติดสุขในฌาน มีผลทำให้ต้องเกิดเป็นพรหมและอรูปพรหมได้
    แล้วทำไมจึงไม่ข้ามการรู้เรื่องฌานทั้ง ๒ ไปเลยไม่ได้หรือ

    สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสสอนเรื่องนี้ไว้ มีความสำคัญดังนี้

    ที่เจ้าสงสัยว่า การปฏิบัติพระกรรมฐาน ในเมื่อรู้ว่ารูปฌานและอรูปฌานเป็นเหตุทำให้จิตติดสุขในฌาน มีผลทำให้ต้องเกิดเป็นพรหมและอรูปพรหมได้ แล้วทำไมจึงไม่ข้ามการรู้เรื่องฌานทั้ง ๒ ไปเลยไม่ได้หรือ

    ทรงตรัสว่า ข้ามไปไม่ได้หรอก เพราะร่างกายอาศัยอยู่ได้ด้วยลมหายใจเข้า - ออก คนเกิดมาจนกระทั่งตายไป หากไม่รู้จักคิด ตายไปก็ยังไม่รู้จักลมหายใจเข้า - ออกก็มี และที่เจ้าพิจารณาว่าคนเรานี่อยู่กับความสกปรกตลอดเวลา ที่ต้องอาบน้ำ -แปรงฟัน - ชำระสิ่งโสโครกอยู่ตลอดเวลา เพราะจิตต้องการความสะอาด

    คนที่ไม่รู้มองไม่เห็นความสกปรกของร่างกาย ก็ทำความสะอาดให้ร่างกายตั้งแต่วันเกิดไปจนถึงวันตาย แต่ก็ยังไม่เห็นความสกปรกของร่ายกายก็มีมาก

    การบริโภคอาหารก็เช่นกัน เห็นแต่ความอร่อย ติดในรสของอาหาร กินอิ่มทุกมื้อคิดว่าเป็นสุขดี แต่ไม่เคยเห็นความสกปรก - ความเสื่อม - ความไม่เที่ยงของอาหารและของร่างกาย จนกระทั่งตายแล้วกลับมาเกิดใหม่อยู่อย่างนั้น ไม่หลุดพ้นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ไปได้ ก็มีอยู่จำนวนมากสุดประมาณได้ ด้วยเหตุเหล่านี้แหละ จึงจำเป็นที่จักต้องรู้ รู้ถึงพ้นได้ ถ้าไม่รู้ก็ไม่พ้น จักพ้นรูป - พ้นนาม - พ้นกาย - พ้นจิต ก็ต้องเรียนรู้ ศึกษาของจริงกันอย่างนี้แหละ

    พระพุทธศาสนา แปลว่าผู้รู้ รู้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยมรรคผล ถึงซึ่งตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้ จึงจักเข้าถึงซึ่งพระนิพพานได้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล พิสูจน์ได้ทุกกาลทุกเวลา

    ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้นเล่ม ๑๐ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๐
    รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน
    #สมเด็จองค์ปฐม #ธรรมนำไปสู่ความหลุดพ้น
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,955
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,482
    ค่าพลัง:
    +70,946
    ตอบปัญหาโดย อ.ไชย ณ พล

    ถาม :
    ท่านอาจารย์คะ เมื่อเราปฏิบัติไปมาก ๆ จิตเป็นสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บางครั้งก็เกรงว่าจะติดสุข ครั้นจะออกจากสุขก็เสียดาย จะทำอย่างไรดีคะ




    อาจารย์ไชย ณ พล ตอบ :

    1. วิปัสสนาด้วยสุข perspective


    เมื่อเราเป็นสุขอยู่ เราจะเห็นทุกข์ได้ชัดมาก เหมือนตอนที่เราดำอยู่ เราจะเห็นดำไม่ชัด เมื่อใดที่เราอยู่กับขาว เราจะเห็นดำชัด เช่นเดียวกัน ตอนที่เราทุกข์ จะเห็นทุกข์ไม่ชัด พอเราอยู่กับสุข เราจะเห็นทุกข์ชัดมาก ตัวอย่างเช่น เสียงรอบกาย ตอนเราเคยชินอยู่กับทุกข์แห่งการเสียดสีที่อายตนะ เราจะไม่รู้สึกทุกข์ แต่พอเราสุขในสมาธิ มีเสียงของหล่นนิดเดียวและเสียดสะท้านระบบประสาทมาก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "เสียงเป็นอุปสรรคของฌาน ๑" ผู้ทรงสมาธิจึงยินดีในวิเวกอย่างยิ่ง และสลัดทุกข์และเหตุแห่งทุกข์แม้ละเอียดออกได้

    2. วิปัสสนาตัวสุข

    เมื่อเราเป็นสุขอยู่ด้วยสภาวะใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น วิเวก สมาธิ ญาณ วิโมกข์ แสงสว่าง ให้พิจารณาสุขนี้ยังต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่งหรือไม่

    หากเป็นสุขที่ต้องอาศัยปัจจัยปรุงแต่ง แม้เป็นสุขแต่อยู่บนโครงสร้างของจิตตสังขาร (ทุกข์) ให้ละสุขนั้นเสีย แล้วน้อมสู่สุขที่ประณีตกว่า

    3. ยกระดับสุข

    สุขมีสามระดับ คือ

    สุขพื้นฐาน คือ สุขเวทนา อาศัยผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น ควรละ

    สุขขั้นกลาง คือ สุขสภาวะ อาศัยจิตหมดจดเกิดขึ้น ควรทำจิตให้หมดจดยิ่งขึ้น

    สุขขั้นสูง คือ บรมสุข เป็นสุขที่เป็นเช่นนั้นเอง โดยปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง สุขนี้เป็นสุขแห่งพุทธะ เป็นสุขแห่งพระนิพพาน ควรทรงไว้เป็นปกติ

    4. Purify สุข

    ดังนั้น หน้าที่ของทุกคนคือ

    รู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์

    เมื่อละเหตุแห่งทุกข์ ย่อมพบความสุขอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน

    Purify สุขให้บริสุทธิ์ จนไร้ปัจจัยปรุงแต่ง

    ทำให้เสถียร จนเป็นเบิกบานเช่นนั้นเอง สุขอมตะ

    5. ควรกลัวติดทุกข์มากกว่ากลัวติดสุข

    เมื่อปฏิบัติตามลำดับเช่นนี้ ไม่ต้องกลัวติดสุขเลย ควรกลัวหลุดจากสุขไปหาทุกข์ และไปติดทุกข์เหมือนในอดีตมากกว่า

    คำว่า "ติดสุข" ไม่ใช่พุทธบัญญัติ
    เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติยุคนี้ที่ปฏิบัติยังไม่ทะลุสภาวะทั้งปวง บัญญัติขึ้นมาเอง

    บัญญัติมายึดแล้วก็ปิดกั้นพัฒนาการของตนเอง เพราะเมื่อปฏิเสธสุข ก็เท่ากับปฏิเสธนิพพาน เพราะพระผู้มีพระภาคตรัสว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" ใครปฏิเสธสุข ก็เหมือนคนบอกว่าอย่าขึ้นยอดเขา เดี๋ยวจะติดความสุขสงบ ขณะที่นักธุดงค์แสวงหาที่ปฏิบัติอันสุขสงบในเขาลูกแล้วลูกเล่า และได้สภาวะยอดเยี่ยม

    เมื่อเราปฏิบัติพุทธวิธี ก็ควรปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรง ๆ จะปลอดภัย และได้ผลสูงสุด









    ***************************
    ที่มา เพจ อุทยานธรรม

    https://uttayarndham.org/dhamma-sharing/6515/ปฏิบัติแล้วจิตเป็นสุขมาก-กลัวจะติดสุข-ควรทำอย่างไร
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...