ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มิสเวิล์ดกัมพูชา 2026 ลักขณา อิน โพสต์ด่าไทยล่าสุด "สไบเขมรมีมานานก่อนที่พวกโจรสยามจะถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีก อย่าพยายามอ้างสิทธิ์ในวัฒนธรรมเขมรโดยปราศจากหลักฐาน"

    FB_IMG_1790415410644.jpg

    https://www.facebook.com/share/18jrX8gnkx/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข้างบ้านมันเอาจริงนะทุกคน ขยันทำ ขยันสร้างภาพ ชุดแดงคือนางงามกัมพูชา Miss International Cambodia 2026 ที่กำลังเตรียมตัวไปประกวด Miss International 2026 ที่ญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายนนี้

    FB_IMG_1790415515577.jpg FB_IMG_1790415518345.jpg FB_IMG_1790415521231.jpg

    #ชุดไทย #ChudThai #ThaiNationalCostume

    https://www.facebook.com/share/p/19RpGhzDp8/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รีวิวอาหารกัมพูชาจากชาวญี่ปุ่น เซ็ตนี้คนละ 10.75 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 358-360 บาท) ข้าวเปล่า 1 จาน, ไข่ดาว 1 ฟอง, ปอเปี๊ยะหมูทอด 1 อัน และกับข้าวอีก 4 ถ้วย ชื่อเมนูอาหารแปลเป็นภาษาไทยให้แล้ว เพื่อน ๆ คิดว่าราคานี้คุ้มไหม ?
    FB_IMG_1790415597487.jpg FB_IMG_1790415599790.jpg FB_IMG_1790415602547.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1HpnGR4Zg2/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ยอมรับว่าเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่จะนำมาใช้สร้างศูนย์ข้อมูล (data centers) และโครงข่ายไฟฟ้าจะมาจากบัญชีเงินออมและกองทุนบำเหน็จบำนาญของประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งระบุว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    เขากล่าวว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และประชาชนจะต้องถูกบังคับให้ "ลงทุน" ในส่วนนี้

    "เงินจำนวนมากในส่วนนี้จะมาจากบัญชีเงินออมและบัญชีกองทุนบำเหน็จบำนาญ"

    https://www.facebook.com/share/v/1VxinRhUVP/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • d.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.7 MB
      เปิดดู:
      114
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • hd.mp4
      ขนาดไฟล์:
      7.6 MB
      เปิดดู:
      116
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มีการประกาศกำหนดการส่งมอบระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ "Yastreb 1.0" ให้แก่กองทัพแล้ว

    ตามแผนการทดสอบ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Yastreb 1.0 มีกำหนดจะถูกส่งมอบให้กองทัพรัสเซียเพื่อนำไปใช้งานในเดือนพฤศจิกายนนี้

    ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยโดย Igor Potapov ตัวแทนจากบริษัทผู้พัฒนา NPP ต่อสำนักข่าว TASS

    ขณะนี้ ระบบดังกล่าวซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกับมูลนิธิเพื่อการวิจัยขั้นสูง (Foundation for Advanced Research Projects) เพื่อใช้รับมือกับโดรน กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้ายและการอนุมัติใช้งาน

    Potapov ระบุว่าระบบนี้จะทำการสแกนคลื่นความถี่วิทยุ ตรวจจับภัยคุกคาม และทำการรบกวนสัญญาณเพื่อสกัดกั้นภัยคุกคามเหล่านั้นอย่างแม่นยำ โดยไม่กระจายกำลังการรบกวนสัญญาณไปทั่วทั้งย่านความถี่กว้างๆ ทั้งนี้ ระบบมีช่วงความถี่ในการทำงานอยู่ที่ 100 ถึง 6,000 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)

    นอกจากนี้ ตัวแทนผู้พัฒนายังรายงานด้วยว่า ระบบตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวได้รับการติดตั้งฟังก์ชันดักจับสัญญาณวิดีโอ ซึ่งช่วยให้สามารถส่งภาพไปยังเครือข่ายของผู้ควบคุมระบบได้

    เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทางผู้พัฒนาได้ประกาศว่าระบบ Yastreb 1.0 กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการทดสอบภาคสนาม ซึ่งประกาศดังกล่าวหมายถึงขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ขั้นตอนการส่งมอบให้แก่กองทัพที่เสร็จสิ้นไปแล้ว ทั้งนี้ Igor Potapov ได้ระบุว่าการขยายช่วงความถี่ให้สามารถรองรับการใช้งานกับระบบ Starlink ได้นั้น ถือเป็นขั้นตอนต่อไปในการพัฒนาระบบนี้
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1JgKZDutac/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ฝนยังคงตกต่อเนื่องอาจจะยาวไปจนถึงวันที่ 28กันยายน 2569 น้ำเหนือถึงภาคกลางแล้ว บริเวณที่ท่วมอยู่และบริเวณพื้นที่เสี่ยงสูงพยายามเก็บของไว้ในที่สูง ให้ระวังน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ารู้สึกไม่ปลอดภัยให้อพยพออกจากพื้นที่ไปก่อนอยู่ในที่ปลอดภัย #เป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัย อัฟเดท26/9/2569

    https://www.facebook.com/share/v/18U7EVQudo/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • w.mp4
      ขนาดไฟล์:
      25.1 MB
      เปิดดู:
      109
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เร่งช่วยเหลืออพยพคนผู้ป่วยติดเตียงออกจากพื้นที่ ทภ.1 ส่งกำลังพลช่วยรับ–ส่งผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่ กทม. ท่ามกลางน้ำท่วมขังและการเดินทางที่ไม่สะดวก

    วันที่ 26 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่ร่วมกันรับ–ส่งผู้ป่วยติดเตียงวัย 80 ปี จากเขตสะพานสูง ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ พร้อมช่วยเคลื่อนย้ายจนถึงโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย

    โครงการดังกล่าวช่วยอำนวยความสะดวกผู้ป่วยด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงเกิดน้ำท่วม #น้ำท่วมกรุงเทพฯปี69 #อุทกภัยปี2569
    FB_IMG_1790418119145.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/191nJbqApX/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่หมดง่ายๆน่าจะไหลเข้าหมดอาจจะเบาลงช่วงเช้า.. ของวันพรุ่งนี้ตกบ่ายอากาศยกตัวพีคสุดอีกรอบ 21:35น.26/9/2569 เดือดร้อนคนทั่วหน้า ขอให้ทุกคนปลอดภัย และเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยเร็ว
    FB_IMG_1790434051935.jpg
    https://www.facebook.com/share/1J631raFuG/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    “แล้วทำไมลูกคุณไม่ไปรบ?” นักข่าวจี้ถาม "คลิทช์โก" นายกเทศมนตรีเมืองเคียฟ กลางบทสัมภาษณ์ เจ้าตัวโต้ ก็ลูกผมไม่เคยอยู่ที่ยูเครน เขาเกิดที่อเมริกา เรียนในยุโรปและอเมริกา

    วิตาลี คลิทช์โก (Vitali Klitschko) นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ถูกนักข่าวจาก Blick ตั้งคำถามตรงๆ ถึงประเด็นที่กำลังสร้างความไม่พอใจในสังคมยูเครนว่า เหตุใดประชาชนธรรมดาต้องถูกส่งไปรบและเสี่ยงชีวิตในแนวหน้า ขณะที่ ลูกหลานของนักการเมืองและชนชั้นนำกลับใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

    เมื่อนักข่าวโยงคำถามมาถึงครอบครัวของเขาโดยตรงว่า แล้วลูกๆ ของคลิทช์โกล่ะ ทำไมถึงไม่ได้อยู่ในแนวหน้า? คลิทช์โกตอบว่า “ลูกๆ ของผมไม่เคยอาศัยอยู่ในยูเครน พวกเขาเกิดในสหรัฐฯ และแต่ละคนไปศึกษาอยู่ในยุโรปและสหรัฐฯ“

    แต่นักข่าวยังไม่ปล่อยผ่าน และจี้ต่อว่า นั่นไม่ได้ตอบคำถามว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ที่แนวหน้า ก่อนจะพูดกับคลิทช์โกตรงๆ ว่า “คุณยังคงหลีกเลี่ยงคำถามของฉันอยู่นะ คุณคลิทช์โก” ซึ่งนายกเทศมนตรีกรุงเคียฟโต้กลับทันทีว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับลูกๆ ของเขา “ผมได้ให้คำตอบไปแล้ว”

    คลิทช์โกพยายามอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ควรเหมารวมว่าลูกหลานของผู้มีฐานะหรือชนชั้นนำทุกคนหลบเลี่ยงสงคราม เพราะเขารู้จักนักธุรกิจที่มีลูกกำลังรบอยู่ในแนวหน้าเช่นกัน และก็มีกรณีตรงกันข้าม

    คำตอบเรื่องลูกของคลิทช์โกกลายเป็นประเด็นร้อนทันที เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนยังต้องระดมกำลังพลเข้าสู่กองทัพอย่างต่อเนื่อง และคำถามเรื่อง “ทำไมลูกของคนธรรมดาต้องไปรบ แต่ลูกของชนชั้นนำจำนวนหนึ่งกลับอยู่ต่างประเทศ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นอ่อนไหวของสังคมยูเครน

    ที่มา: Blick / NachDenkSeiten

    https://www.facebook.com/share/p/14ZEjv8EJsE/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ส่งสัญญาณถึงอิหร่านอีกครั้ง! ย้ำจุดยืนเดียว “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด!!!”

    โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความล่าสุดผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 26 กันยายน ระบุสั้น ๆ ว่า
    “IRAN CAN NOT HAVE A NUCLEAR WEAPON!!!”
    “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด!!!”

    ข้อความดังกล่าวมีขึ้นหลัง The Wall Street Journal รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 7 วัน และได้บอกกับคณะผู้ช่วยว่าเขาคาดว่าจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่

    ท่ามกลางข้อเสนอหลายเงื่อนไขจากอิหร่าน ข้อความล่าสุดของทรัมป์อาจตีความได้ว่า เขากำลังเน้นย้ำประเด็นนิวเคลียร์ในฐานะข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ แม้โพสต์ดังกล่าวจะยังไม่ได้ระบุว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการหรือเงื่อนไขเพียงข้อเดียวในการเจรจาก็ตาม


    https://www.facebook.com/share/p/1BrPTryE3j/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียยกระดับโดรน Geran-5! จากโดรนพลีชีพราคาประหยัด สู่ขีปนาวุธติดเครื่องยนต์ไอพ่น ความเร็วสูงสุด 600 กม./ชม.
    FB_IMG_1790434486765.jpg
    โดรนพลีชีพรุ่นใหม่ Geran-5 ของรัสเซีย ถือเป็นการพัฒนาครั้งสำคัญของตระกูล Geran โดยเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ลูกสูบมาใช้เครื่องยนต์ไอพ่น (Turbojet) เพิ่มความเร็ว พร้อมยกระดับระบบนำทางและระบบสื่อสาร ทำให้มีขีดความสามารถใกล้เคียงขีปนาวุธร่อนมากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ Geran-2 เน้นระยะปฏิบัติการไกล โครงสร้างเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ ก่อนที่รุ่นต่อมาจะได้รับการปรับปรุงระบบนำทาง ความทนทานต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุคอมโพสิต และเพิ่มน้ำหนักหัวรบ
    ข้อมูลสมรรถนะ Geran-5 ตามรายงาน
    เครื่องยนต์ไอพ่น Turbojet
    ระยะปฏิบัติการประมาณ 1,000 กิโลเมตร
    ความเร็ว 350–600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
    หัวรบหนักสูงสุด 90 กิโลกรัม
    ความยาวลำตัวประมาณ 6 เมตร
    ระบบนำทางผ่านดาวเทียม พร้อมระบบสื่อสาร 3G/4G
    Geran-5 ยังเปลี่ยนจากโครงสร้างปีกบินของรุ่นก่อน มาใช้รูปทรงคล้ายขีปนาวุธร่อน โดยตามการประเมินของฝ่ายทหาร ความเร็ว ระดับความสูงในการบิน และระบบนำทางที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้การสกัดกั้นด้วยหน่วยป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่ จรวดต่อสู้อากาศยานประทับบ่า (MANPADS) และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ทำได้ยากขึ้น

    การเปลี่ยนผ่านจาก Geran-2 สู่ Geran-5 สะท้อนการพัฒนาโดรนโจมตีต้นทุนต่ำให้กลายเป็นอาวุธโจมตีระยะไกลที่มีความซับซ้อนและขีดความสามารถสูงขึ้น


    https://www.facebook.com/share/p/19VKjcL9b6/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #ชาวกรุงเทพและปริมณฑลพักผ่อนให้หายเหนื่อยครับฝนไม่มาเติมคืนนี้
    #ทำไมอุทกภัยปีนี้ไม่ใช่มหาอุทกภัย2554
    FB_IMG_1790434557356.jpg FB_IMG_1790434559936.jpg
    ทำไมต้องถกเถียงกันเรื่อง “มหาอุทกภัย” ศูนย์ภูมิอากาศ และภัยพิบัติ ม.รังสิต และมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ Update สถานการณ์ความเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก และประเมินความรุนแรงของอุทกภัย 2569 ณ. ช่วงเย็นวันที่ 26 กันยายน พบว่า

    ภาพการคาดการณ์ล่าสุดรายชั่วโมงของปริมาณฝนค่ำคืนนี้จนถึงเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ (26-27 กันยายน) มีแนวโน้มเบาลงตามลำดับ ขอให้ชาวกทม. และปริมณฑล ได้พักผ่อนอย่างสบายใจว่าจะไม่มีน้ำจากฟ้าฝนเติมอีกน่ะครับ แต่ความยากลำบากในการใช้ชีวิต การเดินทางยังคงต้องมีอยู่ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นต่างๆที่จะต้องเร่งรัดฟื้นฟูให้กลับมาโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนตัวของหย่อมกำลังแรงไปทางภาคตะวันตกจะทำให้ลมมรสุมสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ดังนั้นจังหวัดในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมทั้งพื้นที่ภาคตะวันออก (จ.ตราด และจันทบุรี) จึงยังมีความเสี่ยงฝนตกหนักต่อไปในวันที่ 27 กันยายน ป จึงต้องติดตามการคาดการณ์ในวันพรุ่งนี้ด้วยน่ะครับ

    การถกเถียงกันเรื่อง “มหาอุทกภัย” สามารถอธิบายด้วยปริมาณน้ำหลากสะสมผ่าน จ.นครสวรรค์ (ดูรูปแนบ) ณ. เวลาเดียวกัน ปริมาณน้ำหลากผ่าน จ. นครสวรรค์ในปี 2569 มีประมาณ 4,300 ล้าน ลบ. เมตร ในขณะที่ในปี 2554 มีปริมาณน้ำหลาก 15,000 ล้าน ลบ. เมตร เรียกได้ว่าคนละขนาดกัน (ประมาณ 3 เท่า) อย่างไรก็ตามการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง กทม.ครั้งนี้ เกือบทุกพื้นที่ทำให้มีการประกาศขยายพื้นที่ประสบภัยสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต การขาดแคลนสินค้าในห้างสะดวกซื้อ ความกังวลจนถึงขั้นตระหนก และโกลาหลของประชาชน จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา หรือเราอาจจะเรียกว่า “มหาอุทกภัย” ก็ได้ แล้วแต่บางคนจะนิยามน่ะครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1QF4MyhS8m/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปกป้องมาตุภูมิหรือ? ไม่เอาด้วยหรอก!

    นักเรียนประมาณ 45,000 คนในเยอรมนี ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการ ได้ออกมาชุมนุมประท้วงพร้อมกันใน 50 เมือง พวกเขาคัดค้านการเกณฑ์ทหาร พร้อมชูคำขวัญว่า "Bundeswehr (กองทัพเยอรมัน) ไสหัวไปซะ", "สงครามของพวกคุณ ไม่ใช่ของพวกเรา" และ "คนรวยต้องการสงคราม—เยาวชนต้องการอนาคต" พวกเขาตั้งใจจะประท้วงต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะยกเลิกมาตรการบังคับตรวจสุขภาพและทำแบบสอบถามเพื่อคัดเลือกเข้ากองทัพ และหากคุณคิดว่าการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเองอย่างฉับพลันและไม่คาดคิดคงต้องคิดใหม่ คำตอบคือไม่ใช่ กลุ่มพันธมิตรเยาวชน "นักเรียนหยุดเรียนประท้วงต่อต้านการเกณฑ์ทหาร" ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และสะสมกำลังมาตลอดเพื่อออกมาสู่ท้องถนนในที่สุด เบลา ไบรต์เนอร์ โฆษกของพันธมิตร เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อรายใหญ่ โดยกล่าวตรงๆว่ารัฐบาลเยอรมนีวางแผนที่จะ "นำประเทศกลับไปสู่การเกณฑ์ทหารภาคบังคับอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและปกปิดไม่ให้ผู้คนรู้ตัว" กล่าวโดยรวม สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคือเกรตา ทุนเบิร์กในรูปแบบขบวนการหมู่คณะครั้งใหม่ แต่ต่างจากเกรตาคนเดิมตรงที่รัฐบาลเยอรมนีไม่ชอบขบวนการนี้เลย และยังไม่รีบร้อนเชิญพวกเขาเข้าสู่รัฐสภาเยอรมนี

    เยอรมนีต่างจากประเทศอื่นๆในยุโรปตรงที่เพิ่งยกเลิกการเกณฑ์ทหารเมื่อไม่นานมานี้ คือในปี 2011 แต่ตรรกะของพัฒนาการทางสังคมมุ่งไปในทิศทางนี้มานานแล้ว การรับราชการทหารไม่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเท่ในหมู่ชาวเยอรมัน พวกเขาหาทางหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารทุกวิถีทางเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศของเรา โดยวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเลือกปฏิบัติงานบริการทางเลือก ซึ่งผู้ถูกเกณฑ์ทหารมากกว่า 50% เลือกวิธีนี้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือเยาวชนเยอรมันส่วนใหญ่มองว่า การทำงานฟรีในสถานที่อย่างโรงพยาบาลและคอยนำกระโถนไปเทให้ผู้สูงอายุยังดีกว่าการถือปืน ทั้งที่ในช่วงทศวรรษ 2000 ระยะเวลารับราชการทหารสั้นเพียง 6 เดือน และในช่วงสุดสัปดาห์ยังได้รับอนุญาตให้ออกจากค่ายกลับบ้านได้อีกด้วย ก่อนกำแพงเบอร์ลินพังทลายยังมี "เกาะแห่งความปลอดภัย" อย่างเบอร์ลินตะวันตก ซึ่งประชาชนได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์ทหารอย่างเป็นทางการ ทำให้เยาวชนจากทั่วเยอรมนีหลั่งไหลไปที่นั่น

    แน่นอนว่าเรื่องทั้งหมดนี้ดำเนินควบคู่ไปกับอุดมการณ์หลังสงคราม ความรักชาติถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าละอาย ศิลปะต่อต้านสงครามและแนวคิดฝ่ายซ้ายได้รับความนิยม ในชั้นเรียนวรรณกรรม โรงเรียนสอนผลงานของไฮน์ริช เบิลล์และเอริช มาเรีย เรอมาร์ค แทนที่จะเป็นแอร์นสท์ ยุงเงอร์ วัฒนธรรมสมัยนิยมตอกย้ำแนวคิดลงในหัวผู้คนว่า สงครามคือเรื่องสกปรกที่ถูกวางแผนขึ้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่คนรวยและนักการเมืองเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้ไม่มีวันลงไปอยู่ในสนามเพลาะด้วยตนเอง นับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีการเผยแพร่แนวคิดให้ทิ้งอัตลักษณ์ของชาติแล้วหันไปยึดอัตลักษณ์ยุโรปอย่างเต็มที่ ไม่มีมาตุภูมิอีกต่อไป มีเพียงยุโรป ด้วยเหตุนี้การชุมนุมประจำปีในวันครบรอบการทิ้งระเบิดเดรสเดน พร้อมคำขวัญ "ผู้บัญชาการแฮร์ริส ทำอีกครั้งสิ!" จึงไม่ทำให้ใครรู้สึกประหลาดใจเลย

    ขณะนี้รัฐบาลของฟรีดริช เมิร์ซตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเลือกเดินหน้าสร้างประเทศให้เป็นรัฐทหารอย่างเปิดเผย แต่กลับไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่มีใครต้องการปกป้องมาตุภูมิ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวถูกทำลายความน่าเชื่อถือมาตลอดหลายทศวรรษ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการปกป้องชาวยูเครน ส่วน "ภัยคุกคามจากรัสเซีย" ที่มีผู้พยายามใช้การแสดงราคาถูกเกี่ยวกับโดรนมาสร้างความหวาดกลัว ก็แทบไม่มีใครเชื่อเช่นกัน ขณะที่ตัวเมิร์ซเองกลับดูคล้ายกับภาพล้อเลียนของ "คนรวยและนักการเมือง" ผู้ต้องการจุดชนวนสงครามเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากมันอย่างมาก

    เราทุกคนจำได้ว่าในเยอรมนีช่วงต้นศตวรรษที่ผ่านมา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งกับสงครามโลกครั้งที่สองมีช่วงเวลาห่างกันไม่นานนัก แต่ฮิตเลอร์สามารถระดมทั้งสังคมและเศรษฐกิจได้สำเร็จ ในด้านเศรษฐกิจเมิร์ซกำลังเดินไปตามเส้นทางเดียวกัน แต่ในด้านสังคมเห็นได้ชัดว่าเขาทำไม่สำเร็จ และไม่มีทางทำสำเร็จ เพราะทั้งความคับแค้นฝังใจและความรักชาติกลายเป็นเรื่องต้องห้ามในปัจจุบัน อีกทั้งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็ไม่มีบารมีแบบเดียวกัน ทางเลือกที่เหลืออยู่จึงมีเพียงการบังคับด้วยกำลัง เบอร์ลินจะตัดสินใจทำเช่นนั้นหรือไม่ เราจะได้เห็นกันในไม่ช้า

    26/09/2026

    #ZFrontier #Germany #Bundeswehr #Conscription #FriedrichMerz #StudentProtest #AntiWar #Ukraine #Russia

    https://www.facebook.com/share/p/19jP2DUfyc/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อัปเดตกลุ่มฝนจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง 92W️️

    FB_IMG_1790468765972.jpg

    ศูนย์กลางขยับมาที่ชายแดน กาญจนบุรี-เมียนมาร์ ซึ่งไวกว่าที่คาดการณ์เดิมไว้ แต่ก็เป็นผลดีกับพื้นที่ ที่โดนหนักๆอย่างกทม ปริมณฑล
    ฝนปกคลุมภาคกลางฝั่งตะวันตก ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม ใต้ตอนบน เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคตะวันออก จันทบุรี ระยอง ทางกทม ปริมณฑล แม้ฝนจะลดลง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะดูทิศทางกลุ่มฝนแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาตกหนัก ได้อีกครับ จนกว่าหย่อมจะสลายตัว หรือเคลื่อนตัวห่างออกไปนั่นแหละ ถึงจะวางใจได้จริงๆ️️
    27/09/69 ⏰07.03 น.

    https://www.facebook.com/share/p/1Ef3GEX1i5/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ ฝนบอมบ์ (Rainbomb): ทำไมฝนหนักสมัยนี้ถึง "แปลก" กว่าเมื่อก่อน และทำไมโครงสร้างพื้นฐานของเราอาจไม่มีวันพร้อมรับมือได้เลย

    ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนน่าจะสังเกตเหมือนกันว่าข่าวน้ำท่วมจากฝนตกหนักผิดปกติเกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหาดใหญ่ กรุงเทพฯ ญี่ปุ่น จีน แม้แต่ทะเลทรายตะวันออกกลางที่แทบไม่เคยมีฝน — บทความยาวนี้จะพาไปเข้าใจตั้งแต่ต้นตอของปรากฏการณ์ ไปจนถึงคำถามที่หนักที่สุดคือ เราจะรับมือกับมันได้จริงหรือไม่

    1. ฝนแบบเก่า vs ฝนแบบใหม่: ต่างกันตรงไหน

    ฝนหนักที่คนไทยคุ้นเคยมาแต่ไหนแต่ไรมาจากพายุที่ก่อตัวในทะเล มีศูนย์กลาง (ตาพายุ) ชัดเจน เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งแล้วค่อยๆ อ่อนกำลังลงเป็นดีเพรสชั่น ฝนตกนาน 2-3 วันแล้วสลายไป — ระบบแบบนี้เราติดตามด้วยดาวเทียมและพยากรณ์เส้นทางล่วงหน้าได้ค่อนข้างแม่นยำมานานแล้ว เพราะมันมี "จุดยึด" ให้ตามรอย

    แต่ฝนที่ทุบสถิติกันรัวๆ ในช่วงหลังเป็นคนละสายพันธุ์เลย มันไม่มีศูนย์กลางพายุ ไม่มีตา ไม่มีวงหมุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ท่อความชื้น" ขนาดมหึมาในชั้นบรรยากาศ ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า atmospheric river — มันคือแถบความชื้นยาวหลายพันกิโลเมตร กว้างแค่ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ที่ลากพาน้ำจากทะเลมาถล่มจุดใดจุดหนึ่งอย่างหนักหน่วง แล้วบางครั้งก็ "แช่" อยู่กับที่นานผิดปกติ เพราะถูกระบบความกดอากาศรอบข้างล็อกไว้ไม่ให้เคลื่อนตัวต่อ

    2. ทำไมความชื้นถึงมีเยอะขนาดนี้

    เหตุผลหลักคือทะเลอุ่นขึ้น ระเหยน้ำได้มากขึ้น และที่สำคัญยิ่งกว่าคือกฎฟิสิกส์พื้นฐานที่เรียกว่า Clausius-Clapeyron relation — อากาศที่ร้อนขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะอุ้มไอน้ำได้เพิ่มขึ้นราว 7% ฟังดูเป็นตัวเลขน้อยๆ แต่พอสะสมมาหลายสิบปีของภาวะโลกร้อน มันแปลว่าชั้นบรรยากาศตอนนี้มี "เชื้อเพลิงฝน" สะสมอยู่มากกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ พอไปเจอจุดที่มีการยกตัวของอากาศ (ภูเขา แนวปะทะอากาศ หรือร่องความกดอากาศต่ำ) ความชื้นก็ควบแน่นกลายเป็นฝนในปริมาณที่ทุบสถิติเก่าซึ่งเคยตั้งไว้โดยพายุจริงๆ ได้ง่ายๆ

    3. เข้าใจผิดได้ง่าย: คิดว่าอยู่ลึกจากทะเลแล้วปลอดภัย

    นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด เพราะคิดว่าพื้นที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินน่าจะรอดจากภัยแบบนี้ แต่ความจริงคือความชื้นเดินทางได้ไกลนับพันกิโลเมตรโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดเลย

    ตัวอย่างจริงที่ชัดมากคือเหตุการณ์ที่เมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน เมื่อกรกฎาคม 2021 เมืองนี้อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินหลายร้อยกิโลเมตร ไม่ติดทะเลเลย แต่ฝนตกในชั่วโมงเดียวถึง 201.9 มม. ทุบสถิติทั้งประเทศจีน ต้นเหตุคือความชื้นถูกลำเลียงมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกโดยอิทธิพลของไต้ฝุ่นสองลูกที่อยู่ไกลออกไป แล้วมาเจอแนวภูเขาทางตะวันตกของเมืองที่ไปกักและยกความชื้นให้ควบแน่นพอดี

    อีกตัวอย่างคือหุบเขาอาร์ในเยอรมนี ปี 2021 ก็อยู่ลึกเข้าไปในทวีปยุโรป ไม่ติดทะเลใดๆ แต่ความชื้นจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรถูกดึงมาและถูกขังไว้ระหว่างระบบความกดอากาศสูงสองฝั่ง จนน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของประเทศ

    สรุปคือ ตัวแปรที่แท้จริงไม่ใช่ระยะห่างจากทะเล แต่คือ (1) มีเส้นทางลำเลียงความชื้นมาถึงจุดนั้นได้หรือไม่ และ (2) มีกลไกบังคับให้ความชื้นยกตัวและแช่อยู่กับที่หรือไม่ — ซึ่งพื้นที่แอ่งที่ล้อมรอบด้วยภูเขาแบบเชียงใหม่ก็เข้าเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้พอดี ไม่ได้ปลอดภัยเพียงเพราะอยู่ไกลทะเล

    4. พยากรณ์ล่วงหน้าได้แค่ไหน — คำตอบที่น่ากังวล

    พายุแบบคลาสสิกมีศูนย์กลางให้ติดตามต่อเนื่องข้ามมหาสมุทรได้หลายวัน แต่ฝนบอมบ์แบบนี้ไม่มีจุดศูนย์กลางให้ตาม สิ่งที่ต้องพยากรณ์คือ "แผ่นความชื้น" กว้างๆ ที่ขึ้นกับปฏิสัมพันธ์ของหลายระบบพร้อมกัน

    ที่น่าตกใจคือ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศระดับโลก ระบบเตือนภัยฝนบอมบ์ล่วงหน้า 12 ชั่วโมงของเขาเอง ก็ยังทายถูกตำแหน่งจริงได้แค่ 10-14% เท่านั้นในช่วงปีที่ผ่านมา เหตุผลคือฝนแบบนี้เกิดจากกลุ่มเมฆฝนที่ก่อตัวใหม่ต่อเนื่องเป็นแถวเหมือนขบวนรถไฟ ในพื้นที่แคบมากแค่ 20-50 กม. การจะทายว่าขบวนนี้จะ "จอด" ตรงไหนนานแค่ไหน เป็นโจทย์ที่ยากกว่าติดตามพายุที่มีตาชัดเจนมาก แม้จะมีการพัฒนาโมเดล AI พยากรณ์อากาศรุ่นใหม่เข้ามาช่วย แต่ความแม่นยำก็ยังจำกัดอยู่ในช่วง 3-7 วันเป็นหลัก และยิ่งไกลออกไปความแม่นยำก็ยิ่งลดฮวบ

    5. โครงสร้างพื้นฐาน: ทำไมมันอาจไม่มีวันพร้อมจริงๆ

    นี่คือหัวใจของปัญหาที่ลึกกว่าที่คิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง "งบไม่พอ" แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของวิธีคิดแบบวิศวกรรมเองด้วย

    เขื่อน ฝาย ท่อระบายน้ำ ถนน สะพาน ทุกอย่างถูกออกแบบโดยอ้างอิงจาก "สถิติฝนในอดีต" ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Intensity-Duration-Frequency curve หรือ IDF curve ซึ่งวางอยู่บนสมมติฐานว่า "อนาคตจะมีรูปแบบฝนคล้ายอดีต" (เรียกว่าสมมติฐาน stationarity) เช่น ท่อระบายน้ำถูกออกแบบให้รองรับ "ฝนที่มีโอกาสเกิดซ้ำทุก 10 ปี หรือ 50 ปี" โดยอิงจากข้อมูลฝนหลายสิบปีย้อนหลัง

    ปัญหาคือ งานวิจัยพบว่าสมมติฐานนี้ใช้ไม่ได้แล้วในโลกที่ภูมิอากาศเปลี่ยนเร็ว หากยังยึดสมมติฐานเดิม อาจประเมินความรุนแรงของฝนสุดขั้วต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 60% และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ การประเมินระดับโลกชี้ว่าภายในกลางศตวรรษนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วโลกเกือบ 44% จะเจอฝนที่รุนแรงกว่าค่าที่ออกแบบไว้บ่อยกว่าเดิมถึง 25% และอาจเพิ่มเป็นเกือบ 70% ของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดหากโลกร้อนขึ้นใกล้ 4 องศา

    แต่ปัญหาไม่ได้จบแค่ "ตัวเลขเก่าใช้ไม่ได้" เพราะแม้จะรู้ว่าต้องปรับมาตรฐานใหม่ ก็ยังเจอทางตันอีกสามชั้น:

    ทางตันที่หนึ่ง — เป้าหมายที่ขยับตลอดเวลา: ในเมื่อโลกยังร้อนขึ้นต่อเนื่องไม่มีจุดหยุด มาตรฐานฝนสุดขั้วที่ "ปรับปรุงแล้ว" ในวันนี้ ก็จะกลายเป็นค่าที่ต่ำเกินไปอีกในอีก 10-20 ปีข้างหน้า วิศวกรรมกำลังไล่ตามเป้าหมายที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ต่างจากในอดีตที่ออกแบบครั้งเดียวแล้วใช้ได้เป็นร้อยปี

    ทางตันที่สอง — วิกฤต "ท่วมแล้วแล้ง" ในปีเดียวกัน: ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า hydroclimate whiplash คือยิ่งโลกร้อน อากาศยิ่งทำหน้าที่เหมือน "ฟองน้ำที่ขยายตัว" ดูดน้ำออกจากดินตอนแล้งได้แรงขึ้น และปล่อยน้ำตอนฝนตกได้แรงขึ้น พร้อมกันทั้งสองด้าน แถมดินที่ผ่านช่วงแล้งมาก่อนจะซึมน้ำได้แย่ลง พอฝนบอมบ์มาก็เลยไหลเป็นน้ำท่าเร็วแทนที่จะซึมลงดินเติมน้ำใต้ดิน กลายเป็นท่วมฉับพลันโดยที่ดินยังแล้งเหมือนเดิม — นี่ทำให้การออกแบบเขื่อนยากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะเขื่อนแบบเดิมบริหารด้วยกฎตายตัวตามปฏิทิน (กันที่ว่างรับน้ำหลากช่วงหนึ่ง กักน้ำไว้ใช้อีกช่วงหนึ่ง) ซึ่งใช้ไม่ได้อีกต่อไปเมื่อฝนมาแบบสุ่มและรุนแรงกว่าเดิมมาก ผู้บริหารเขื่อนต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงสองแบบที่ขัดแย้งกันตลอดเวลา คือกันที่ว่างเผื่อน้ำหลากมากไปก็เสี่ยงขาดน้ำหน้าแล้ง แต่กักน้ำไว้เยอะไปก็เสี่ยงเขื่อนรับมือฝนบอมบ์ไม่ไหว

    ทางตันที่สาม — เศรษฐศาสตร์การเมืองของการป้องกันภัยที่มองไม่เห็น: การลงทุนเสริมโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงขึ้นต้องใช้เงินทันที แต่ผลตอบแทน (การไม่เกิดน้ำท่วม) เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นจนกว่าจะเกิดภัยพิบัติจริง ทำให้ในทางปฏิบัติ การอนุมัติงบประมาณมหาศาลเพื่อป้องกันสิ่งที่ "อาจจะไม่เกิดในเทอมนี้" มักถูกผลักไปทีหลังเสมอ จนกว่าจะสายเกินไป

    ทิศทางที่เริ่มเป็นรูปธรรมในบางประเทศคือแนวคิด Forecast-Informed Reservoir Operations หรือ FIRO — แทนที่จะบริหารเขื่อนด้วยกฎตายตัวตามปฏิทิน ให้ใช้ข้อมูลพยากรณ์ atmospheric river ล่วงหน้ามาปรับระดับกักเก็บน้ำแบบเรียลไทม์แทน ถ้าพยากรณ์ไม่เห็นสัญญาณฝนมาในระยะสั้น ก็กักน้ำเต็มที่กันแล้ง แต่ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณฝนบอมบ์ก่อตัว ก็เร่งระบายน้ำล่วงหน้าเปิดที่ว่างรับน้ำหลาก — แต่แนวทางนี้ก็ยังผูกติดกับข้อจำกัดเรื่องความแม่นยำของการพยากรณ์ที่พูดไปแล้วว่ายังต่ำอยู่มากในตอนนี้เช่นกัน

    6. ฝนบอมบ์ เกิดได้ทั้งปี!!!!
    นี่คือความน่ากลัวของสภาพอากาศยุคโลกรวน (Climate Change) เพราะตราบใดที่ท้องฟ้ามี "ไอน้ำ" สะสมอยู่มากเกินปกติ (ตามกฎฟิสิกส์อากาศร้อนอุ้มน้ำได้มากขึ้น) พอมีเงื่อนไขมาจุดชนวนนิดเดียว ก๊อกน้ำก็พร้อมแตกเป็น Rain Bomb ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงหน้าฝน

    กลไกการเกิดในฤดูร้อนและฤดูหนาว จะมีหน้าตาแบบนี้:

    ฤดูร้อน (โอกาสเกิดสูงมาก และรุนแรง):
    ในหน้าแล้งที่อากาศร้อนจัด แผ่นดินจะสะสมความร้อนไว้สูงมาก (โดยเฉพาะในเมือง) ความร้อนนี้ทำหน้าที่เหมือน "ลิฟต์ความเร็วสูง" ครับ พอมีลมพัดเอาความชื้นจากทะเลเข้ามาปะทะ ความร้อนบนแผ่นดินจะดันอากาศชื้นให้ลอยตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรงและรวดเร็ว กลายเป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง (Cumulonimbus) ขนาดมหึมาในเวลาอันสั้น แล้วเทน้ำตู้มเดียวลงมาเป็น Rain Bomb ซึ่งเรามักคุ้นเคยกันในชื่อ พายุฤดูร้อน (Summer Storm) ที่มักจะมาพร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บนั่นเอง

    ฤดูหนาว (โอกาสเกิดน้อยกว่า แต่เริ่มเจอบ่อยขึ้นและผิดปกติ):

    สำหรับภาคใต้: ต้องโน้ตไว้ก่อนว่า ฤดูหนาวของตอนบนประเทศ คือช่วงมรสุมของภาคใต้ครับ ลมหนาวจะพัดเอาความชื้นจากอ่าวไทยไปปะทะภาคใต้เต็มๆ ดังนั้น Rain Bomb ในช่วงปลายปีถึงต้นปีจึงเกิดขึ้นที่ภาคใต้เป็นปกติ (เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่)

    สำหรับภาคเหนือ (รวมถึงเชียงใหม่) และภาคอื่นๆ: เราจะเจอในรูปแบบของ "ฝนหลงฤดู" ครับ กลไกคือบางครั้งมีมวลอากาศเย็นจัดจากจีนแผ่ลงมาอย่างรวดเร็ว มวลอากาศเย็นซึ่งมีน้ำหนักมาก จะมุดตัวลงต่ำและไป "ช้อน" เอาอากาศอุ่นที่ลอยอยู่เหนือประเทศไทยให้ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน หรือบางครั้งก็เกิดจาก "คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตก" ที่พัดข้ามเมียนมาเข้ามาปะทะ เมื่ออากาศอุ่นถูกดันขึ้นไปเจอความเย็นจัดด้านบน ไอน้ำจะควบแน่นและตกลงมาเป็นฝนอย่างหนักได้แม้ในเดือนธันวาคมหรือมกราคม

    สรุปคือ Rain Bomb อาศัยแค่ 2 ปัจจัยหลักคือ "ความชื้นมหาศาลที่ซ่อนอยู่บนฟ้า" และ "ตัวกระตุ้นให้อากาศยกตัวอย่างฉับพลัน" (เช่น ความร้อนจัดในหน้าแล้ง หรือมวลอากาศเย็นที่ลงมาปะทะในหน้าหนาว) เมื่อโลกเรามีอุณหภูมิพื้นฐานสูงขึ้น วัตถุดิบเหล่านี้จึงพร้อมทำงานก่อตัวเป็นฝนก้อนยักษ์ได้ตลอดทั้งปี

    สรุปส่งท้าย

    โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ฝนรุนแรงกว่าเดิม คาดเดายากกว่าเดิม เกิดในพื้นที่ที่ไม่เคยคิดว่าเสี่ยงมาก่อน และแกว่งไปมาระหว่างท่วมกับแล้งเร็วกว่าเดิม — ขณะที่ทั้งเครื่องมือพยากรณ์และมาตรฐานวิศวกรรมที่มนุษย์ใช้อยู่ ยังถูกออกแบบมาบนสมมติฐานของโลกใบเก่าที่ภูมิอากาศนิ่งกว่านี้มาก คำถามที่แท้จริงจึงอาจไม่ใช่ "เราจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับมือได้อย่างไร" แต่คือ "เราจะอยู่ร่วมกับความไม่พร้อมที่จะไม่มีวันหมดไปได้อย่างไร" ต่างหาก

    หลังจากนี้ อำเภอ / จังหวัด ที่ไม่เคยท่วมก็มีโอกาสท่วม
    ธรรมชาติทำให้คนเรามีความ "เท่าเทียม" กันแล้วครับ

    https://www.facebook.com/share/18beVfot5u/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มุมมองจากสื่อญี่ปุ่น: ทำไม “เสือแห่งเอเชีย” อย่างไทย ถึงกำลังเผชิญ “สถานการณ์แย่ที่สุด”

    หากพูดถึงประเทศไทย คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะนึกถึง “สยามเมืองยิ้ม” ชายหาดที่สวยงาม วัดวาอาราม และสวรรค์แห่งการท่องเที่ยว แต่ในอีกมุมหนึ่ง สภาพเศรษฐกิจของไทยกลับกำลังติดหล่มหนัก และเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ต่างเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ GDP ของไทยกลับเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% เท่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มถอนทุนคืนตั้งแต่ปี 2023 และตัวเลขการไหลออกของเงินทุนพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025

    เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย? สรุปประเด็นวิเคราะห์สำคัญ:

    1. วงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ไร้จุดจบ

    ย้อนกลับไปในยุค 90s ไทยเคยเติบโตพุ่งทะยาน 8-9% ต่อปีจนถูกเรียกว่า “เสือแห่งเอเชีย” แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 และตามมาด้วยเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2006 ซึ่งเปิดฉากการต่อสู้ทางอำนาจระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับกลุ่มอนุรักษนิยม/กลุ่มอิทธิพลเดิม

    ไทยมีรัฐประหารสำเร็จถึง 13 ครั้ง และแก้ไขรัฐธรรมนูญไปราว 20 ครั้ง การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ถูกถอดถอนวนลูปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้นโยบายเศรษฐกิจขาดความต่อเนื่อง และทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยสิ้นเชิง

    2. โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างชาติ และเจอผลกระทบจากภายนอก

    เศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูงมาก (คิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP) แต่หลังโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจีนและอาเซียน ทว่าต้องมาเจออุปสรรคจากสงครามการค้า มาตรการกำแพงภาษี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

    3. ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว และ “หนี้ครัวเรือน” ที่กดทับ

    ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก ทรัพย์สินกว่า 70% ของประเทศถูกถือครองโดยกลุ่มคนร่ำรวยเพียง 10% กลุ่มทุนใหญ่และตระกูลมหาเศรษฐีครองตลาดและต่อต้านการปฏิรูปเพื่อการแข่งขัน

    ในขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปกลับแบกรับ “หนี้ครัวเรือน” สูงเกือบ 90% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย พอๆ กับเกาหลีใต้และฮ่องกง รายได้ที่ไม่เติบโตทำให้ประชาชนต้องกู้ยืมจนเกินความสามารถ และเงินส่วนใหญ่ต้องหมดไปกับการจ่ายดอกเบี้ย

    4. ขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง และวิกฤต “แก่ก่อนรวย”

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเปิดศึกดึงดูดการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ไทยกลับขาดแคลนวิศวกร ดาต้าไซเอ็นทิสต์ และทักษะภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

    ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนที่จะกลายเป็นประเทศร่ำรวย กำลังแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2019 และคาดว่าในช่วงปี 2030-2040 กำลังแรงงานของไทยจะลดลงเฉลี่ยปีละ 1% ทุกปี

    แม้ทางการไทยจะพยายามผลักดันการเพิ่มทักษะแรงงาน (Reskilling) เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ตราบใดที่โครงสร้างทางการเมืองยังไม่ได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง และการผูกขาดอำนาจยังไม่ถูกทำลาย ก็ยากที่ไทยจะกลับมาเจิดจรัสในฐานะ “เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย” ได้อีกครั้ง

    อ่านแล้วรู้สึกใจหายจัง

    ที่มา: TBS CROSS DIG with Bloomberg (TBSテレビ)
    วันที่เผยแพร่: วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2026 (เวลา 07:00 น.)

    #TBSNews #TBSCROSSDIG #Bloomberg #เศรษฐกิจไทย #การเมืองไทย #หนี้ครัวเรือน #ข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/1DkwU14s3d/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    พนักงาน 40% เป็นต่างชาติ… ความจริงสุดซึ้งของโรงงาน SME ใน “จังหวัดไอจิ” เมืองหลวงโตโยต้า ที่ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติ สายการผลิตคือพังทันที!

    ถ้าพูดถึงจังหวัดไอจิ หลายคนคงนึกถึงเมืองอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า แต่รู้ไหมว่าตอนนี้บรรดาโรงงาน SME ซัพพลายเออร์ที่คอยค้ำจุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ กำลังเจอวิกฤตขาดแคลนแรงงานหนักมาก จนกลายเป็นว่า “ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติ กิจการไปต่อไม่ได้แล้ว”

    สรุปประเด็นน่าสนใจจากข่าว:

    1. คนต่างชาติในไอจิพุ่งสูงติดอันดับ 3 ของญี่ปุ่น

    สิ้นปี 2025 จังหวัดไอจิมีคนต่างชาติอาศัยอยู่สูงถึงเกือบ 3.6 แสนคน (เป็นรองแค่โตเกียวกับโอซากะ) ส่วนแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานถูกต้องตามกฎหมายพุ่งไปถึง 2.49 แสนคน เติบโตขึ้นจากปี 2019 ถึง 40% บางพื้นที่อย่างหมู่บ้านโทบิชิมะ หรือเมืองทากาฮามะ มีสัดส่วนคนต่างชาติเกิน 10% ของประชากรในพื้นที่ไปแล้ว

    2. คนรุ่นใหม่ญี่ปุ่นไม่เข้าโรงงาน SME

    ด้วยปัญหาสังคมผู้สูงอายุและเด็กเกิดน้อย แถมคนรุ่นใหม่มองว่างานโรงงานเป็นงานหนักและเปรอะเปื้อน (ภาพลักษณ์ 3K) ทำให้ต่อให้เปิดรับสมัครงานตามปกติ คนญี่ปุ่นก็แทบไม่มาสมัครเลย

    3. คนต่างชาติกลายเป็น “หัวใจหลัก” ของสายการผลิต

    * บริษัทผลิตเต็นท์ Maruhachi Tent (นาโกยา): มีพนักงาน 25 คน เป็นคนต่างชาติไปแล้ว 10 คน (40% ของบริษัท) ที่สำคัญคืองานทักษะสูงอย่าง “งานเย็บ” และ “งานเชื่อม” ซึ่งเป็นหัวใจของบริษัท ตอนนี้หัวหน้างานเป็นคนต่างชาติทั้งหมด
    * บริษัทแปรรูปโลหะ Meiyu Sansho (เมืองโคมากิ): จากเดิมที่เคยรับแค่เด็กฝึกงาน ตอนนี้หันมารับนักศึกษาต่างชาติที่จบในญี่ปุ่น หรือจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยในเอเชียเข้ามาเป็นพนักงานประจำ ช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการหน้างานและการทำกิจกรรมปรับปรุงโรงงาน (Kaizen)

    4. ทางภาครัฐ (จังหวัดไอจิ) ยื่นมือเข้าช่วยเต็มที่

    เพราะถ้าโรงงาน SME เหล่านี้ล้ม ห่วงโซ่อุปทานของค่ายรถใหญ่ก็พังตาม ทางจังหวัดไอจิจึงเปิด “ศูนย์สนับสนุนการรับแรงงานต่างชาติ” ขึ้นมา ช่วยเหลือทั้งเรื่องกฎหมาย วีซ่า การปรับตัวในองค์กร รวมถึงคอร์สสอนภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน โดยเน้นสอนวัฒนธรรมสำคัญของบริษัทญี่ปุ่นอย่างเรื่อง “โฮเรนโซ” (การรายงาน-ติดต่อ-ปรึกษา) แถมยังจัด Job Fair ดึงแรงงานจากเวียดนามและอินโดนีเซียมาทำงานโดยตรงด้วย

    บทสรุป:

    แม้ในสังคมญี่ปุ่นจะยังมีข้อถกเถียงเรื่องการรับแรงงานต่างชาติ แต่ในความเป็นจริงของโลกอุตสาหกรรมยามนี้ ถ้าไม่มีแรงงานต่างชาติคอยช่วยขับเคลื่อน โรงงานผลิตและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคงไม่สามารถเดินหน้าต่อได้อีกต่อไปแล้ว

    ที่มา: PRESIDENT Online (เขียนโดย Tadashi Shinohara)
    วันที่เผยแพร่: 27 กันยายน 2026 (07:15 JST)

    #ข่าวญี่ปุ่น #แรงงานต่างชาติ #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #จังหวัดไอจิ #ทำงานที่ญี่ปุ่น #SMEญี่ปุ่น

    https://www.facebook.com/share/p/1FN3LbY9o2/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เผยชาติยุโรปทิ้งถังขยะนิวเคลียร์กว่า 200,000 ถังใต้แอตแลนติก กับโจทย์กัมมันตรังสีในระบบนิเวศใต้ทะเลลึก

    ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติตกตะลึงหลังดำดิ่งลงสู่นรกเบื้องลึกกว่า 15,400 ฟุต (ประมาณ 4,700 เมตร) ในมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันออกเหนือ พบถังบรรจุขยะกัมมันตรังสีมากกว่า 200,000 ถังที่จมอยู่มาหลายทศวรรษมีสภาพผุกร่อนอย่างหนัก และสารรังสีเริ่มรั่วซึมออกมาสู่โคลนรอบข้าง ทว่าสิ่งที่เหนือคาดคือ ขยะอันตรายเหล่านี้กลับกลายเป็น "แนวปะการังเทียม" ยึดเกาะของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึก

    1. ภารกิจดำดิ่งสู่ขอบเหว (NODSSUM Project)

    ช่วงวันที่ 27 พฤษภาคม ถึง 28 มิถุนายน 2026 เรือวิจัย Pourquoi Pas? นำทีมนักวิทยาศาสตร์ราว 30 ชีวิต พร้อมด้วย เรือดำน้ำแบบมีมนุษย์ควบคุม "Nautile" ทำการดำดิ่งลงสู่พื้นมหาสมุทรมากกว่า 20 ครั้ง เพื่อเก็บข้อมูลถังขยะนิวเคลียร์ในระยะใกล้แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

    ภารกิจนี้เป็นผลต่อยอดจากการสำรวจเฟสแรกในปี 2025 ซึ่งใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์สำรวจอัตโนมัติ Ulyx ในการทำแผนที่พิกัด พบถังบรรจุขยะเฉพาะจุดนั้นราว 3,355 ถัง พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำ ดินโคลน และสิ่งมีชีวิตขึ้นมาวิเคราะห์เบื้องต้น จนนำมาสู่แผนที่พิกัดที่เปรียบเสมือนเข็มทิศให้เรือดำน้ำ Nautile ลงไปเจาะลึกในจุดวิกฤตได้สำเร็จ

    2. ความจริงอันน่าตกใจ: ถังนิวเคลียร์ผุกร่อนและรังสีที่รั่วไหล

    การสำรวจระยะใกล้ทำให้ทีมวิจัยพบถังโลหะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างหนัก หลายถังแตกหักและมีเศษวัสดุภายในไหลทะลักออกมาปนเปื้อนโคลนรอบๆ เครื่องมือวัดตรวจพบ นิวไคลด์รังสี (Radionuclides) อันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของ #ขยะนิวเคลียร์ ได้แก่ คอบอลต์-60 (Cobalt-60) และ ไนโอเบียม-94 (Niobium-94) ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติของพื้นที่

    นอกจากนี้ ยังพบ ซีเซียม-137 (Cesium-137) และ อะเมริเซียม-241 (Americium-241) อีกด้วย อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยชี้ว่าสารสองตัวหลังอาจมีที่มาจากตระกูลการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และการรั่วไหลจากอุบัติเหตุในอดีต ทำให้การระบุที่มาแท้จริงคล้ายกับการพยายามคัดแยกเสียงโต้ตอบในห้องที่แออัดไปด้วยผู้คน

    3. นโยบายในอดีต: "ไม่ใช่อุโมงค์ถาวร แต่เน้นปล่อยให้เจือจาง"

    หลังยุคสงครามโลก ยุโรปทิ้งขยะกัมมันตรังสีระดับต่ำและปานกลางลงแอตแลนติกนับแสนถัง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะอุตสาหกรรมผสมคอนกรีตหรือยางมะตอย การสำรวจครั้งนี้ตอกย้ำว่า ยุทธศาสตร์การทิ้งขยะยุคก่อนไม่เคยตั้งใจให้ถังโลหะผนึกกักเก็บรังสีไว้ตลอดกาล หากแต่คาดหวังให้ถังทำหน้าที่เพียงชะลอการรั่วซึมในช่วงแรก และปล่อยให้สารรังสีค่อยๆ สลายตัวและเจือจางหายไปในมหาสมุทรเองเมื่อเวลาผ่านไป

    เฉพาะฝรั่งเศสประเทศเดียว มีบันทึกประวัติศาสตร์จาก CNRS ระบุว่า ได้นำขยะนิวเคลียร์มาทิ้งในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 46,000 ถัง ในช่วงการดำเนินงานสองครั้งเมื่อปี 1967 และ 1969 ทว่าถังส่วนใหญ่ที่เหลือยังคงเป็นมรดกร่วมจากอีกหลายชาติในยุโรป

    4. ยานพาหนะนิวเคลียร์สู่ "โอเอซิสใต้ทะเลลึก": สัญญาณเตือนต่อห่วงโซ่อาหาร

    พื้นทรายและโคลนราบใต้ทะเลลึก (Abyssal Plain) ปกติจะมีสภาพเป็นที่โล่งว่างเปล่า แต่ถังขยะนิวเคลียร์ทรงกลมกลับกลายเป็นวัตถุแข็งรูปทรงแปลกปลอม ทำหน้าที่เปรียบเสมือน "เกาะปะการังเทียม"
    นักวิจัยพบดอกไม้ทะเล (Anemones) ฟองน้ำ ปู และสัตว์ทะเลลึกเข้ามายึดเกาะอาศัยอยู่บนและรอบๆ ถังขยะพิษเหล่านี้อย่างแน่นหนา คำถามสำคัญเชิงนิเวศวิทยาที่ตามมาคือ:
    -สิ่งมีชีวิตเหล่านี้กำลังดูดซับรังสีเข้าสู่ร่างกายหรือไม่?
    -สารรังสีเกิดการสะสมทางชีวภาพ (Bioaccumulation) และถูกส่งต่อไปตามห่วงโซ่อาหารใต้ทะเลหรือไม่?

    ขณะนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเก็บตัวอย่างดิน น้ำ แบคทีเรีย และสิ่งมีชีวิตรอบถัง รวมถึงเปรียบเทียบกับกลุ่มสิ่งมีชีวิตในโขดหินธรรมชาติใกล้เคียง เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ซึ่งต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

    บทสรุปและมุมมองในอนาคต

    ผลการสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เป็นคำยืนยันว่าระบบนิเวศกำลังจะพังทลาย และไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนว่าทุกอย่างปลอดภัยเช่นกัน แต่มันคือ "หลักฐานชิ้นสำคัญแรกในรอบหลายทศวรรษ" ที่ทำให้มนุษย์ได้เห็นภาพความจริงของขยะนิวเคลียร์ที่ถูกลืมเลือนใต้ท้องทะเลลึก
    ผลการวิจัยภายใต้โครงการ #NODSSUM นี้ กำลังถูกส่งต่อไปยัง OSPAR (องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลในแอตแลนติกตะวันออกเหนือ) เพื่อใช้วางนโยบายเฝ้าระวังความปลอดภัยและรับมือมรดกพิษจากอดีตต่อไป

    #ChinaFocus

    Cr. ภาพจากโครงการ NODSSUM, CNRS
    Ref.: โครงการ NODSSUM (Nuclear Ocean Dump Site Survey Monitoring)
    https://www.facebook.com/share/1d9qpyW46D/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,359
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเตือน “คริปโต” ไม่ใช่พื้นที่ปลอดกฎหมายสำหรับอาชญากร — กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐชี้ธุรกรรมไม่ได้ไร้ตัวตนอย่างที่คิด

    กระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (MSS) ออกแถลงการณ์เตือนเมื่อวันจันทร์ว่า สินทรัพย์เสมือนหรือ #คริปโทเคอร์เรนซี ที่หมุนเวียนในโลกออนไลน์ ไม่ใช่ช่องทางที่อยู่เหนือกฎหมาย และแนวคิดเรื่อง "ความไร้ตัวตน" (Anonymity) เป็นเพียงมายาคติที่เข้าใจผิด พร้อมเน้นย้ำว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากสินทรัพย์เหล่านี้เป็นประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม

    สาระสำคัญทางการเมืองและความมั่นคง

    -การโต้โต้มายาคติเรื่องการอำพรางตัว: MSS ระบุว่า ลักษณะแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) และการทำงานแบบ Peer-to-Peer ของเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้หลายคนหลงเชื่อว่าการใช้คริปโทเคอร์เรนซีรับเงินจากต่างประเทศจะสามารถตัดขาดจากตัวตนที่แท้จริง และหลีกเลี่ยงการลงโทษทางกฎหมายได้

    -ช่องทางสนับสนุนก่ออาชญากรรมและการจารกรรม:
    o ฟอกเงินข้ามแดน: เป็นเครื่องมือซ่อนเงินที่ได้จากการหลอกลวงทาง #คอลเซ็นเตอร์ #การพนันออนไลน์ และการลักลอบนำเข้าสินค้า เพื่อย้ายเงินออกนอกประเทศและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงิน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจีน
    o ภัยคุกคามทางไซเบอร์: แรนซัมแวร์และแฮกเกอร์มักนิยมเรียกค่าไถ่เป็นคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อซ่อนตัวตน
    o ภัยจารกรรมต่างชาติ: หน่วยข่าวกรองต่างประเทศเริ่มใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือส่งมอบเงินทุนในการว่าจ้างหรือบีบบังคับสายลับ เนื่องจากหลอกล่อว่าเป็นช่องทางที่ระบุตัวตนยาก ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความลับของรัฐ

    มุมมองทางเทคโนโลยี: ทำไมคริปโทฯ ถึงไม่ “ไร้รอยต่อ” อย่างที่คิด

    -ข้อมูลบนบล็อกเชนโปร่งใสและแก้ไขไม่ได้: บล็อกเชนมีลักษณะเป็นสมุดบัญชีสาธารณะ (Public Ledger) ที่บันทึกธุรกรรมอย่างถาวร ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดหรือจำนวนเท่าใด จะถูกบันทึกไว้ตลอดไปและไม่สามารถลบหรือแก้ไขได้

    -ทิ้งร่องรอยดิจิทัล: ที่อยู่กระเป๋าเงิน (Wallet Address) เพียงแค่อำพรางความเชื่อมโยงชั่วคราวเท่านั้น ทว่าการแลกเปลี่ยนระหว่างคริปโทฯ กับเงินฟิแอต (Fiat Currency) หรือการเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ต้องผ่านส่วนประสานงานการชำระเงิน ซึ่งจะทิ้งร่องรอยดิจิทัล เช่น ข้อมูลอุปกรณ์ และหมายเลขอินเทอร์เน็ต (IP Address)

    -การใช้นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลแกะรอย: หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้เทคนิควิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน (On-chain analysis) ร่วมกับการเปรียบเทียบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อระบุตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังกระเป๋าเงินและย้อนรอยเส้นทางการเงินได้อย่างสมบูรณ์

    -ความเสี่ยงในการถือครอง: รหัสผ่านส่วนตัว (Private Key) ไม่มีระบบกู้คืน หากสูญหายหรือถูกขโมยจะสูญเสียสินทรัพย์อย่างถาวร แต่หากฝากไว้กับแพลตฟอร์มก็ต้องแบกรับความเสี่ยงกรณีแพลตฟอร์มล้มละลายหรือปิดตัวหนีเช่นกัน

    #ChinaFocus #cryptocurrencies #BlockChain

    Ref.: Global Times
    https://www.facebook.com/share/p/19Wa2iTsKA/
     

แชร์หน้านี้

Loading...